กระทรวงยุติธรรม เผย สถานการณ์โควิด-19 กรมราชทัณฑ์ กำชับเจ้าหน้าที่เคร่งครัดมาตรการ-จัดแผนปฏิบัติงานเป็นระบบ พร้อมเตรียม EXIT เรือนจำสีแดงเพิ่ม 5 แห่ง ต้นเดือนสิงหาคมนี้

ในวันพุธที่ 20 กรกฎาคม 2564 เวลา 13.30 น. ศาตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินงานตาม 5 แผนงานการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ Covid-19 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ครั้งที่ 43/2564 โดยมีนายนิยม เติมศรีสุข รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์ฯ นายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายกฤช กระแสร์ทิพย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นางสาวศิริประกาย วรปรีชา รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน แพทย์หญิงวรรณา หาญเชาว์วรกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) ร่วมกับผู้บัญชาการเรือนจำในจังหวัดที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และห้องประชุม 1 ชั้น 2 กรมราชทัณฑ์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม หรือ ศบค.ยธ. เปิดเผยว่า ในวันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,049 ราย (พบในเรือนจำสีแดง 1,015 ราย และพบในห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่ 34 ราย) หายป่วยเพิ่ม 95 ราย รวมยังมีผู้ต้องขังติดเชื้อที่อยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 3,824 ราย เป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว 81.4% สีเหลือง 17.9% และสีแดง 0.7% โดยมีผู้ป่วยที่รักษาหายสะสม 36,615 ราย หรือ 89.7% ของผู้ติดเชื้อสะสม 40,821 ราย โดยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.1% ของผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตต่อเนื่องเป็นวันที่ 11 

ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อภายนอกที่มีแนวโน้มแพร่กระจายในวงกว้าง จึงอาจส่งผลให้เรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อตามไปด้วย เรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง จึงมีมาตรการในการตรวจหาเชื้อเชิงรุก ทั้งในเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังเรือนจำสีขาวที่ปลอดเชื้อ หรือการตรวจหาเชื้อตามรอบในเรือนจำสีแดงที่แพร่ระบาด จึงอาจทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อและมีเรือนจำที่พบการระบาดเพิ่มขึ้นในระยะนี้ ซึ่งเป็นการเร่งค้นหาและคัดแยกผู้ติดเชื้อให้ได้รับการรักษาโดยเร็ว เพื่อลดความรุนแรงของโรค ลดจำนวนผู้ป่วยหนัก และลดอัตราการเสียชีวิตได้ในที่สุด อันจะเป็นประโยชน์ในด้านการควบคุมโรค ให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว และช่วยให้เรือนจำสามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ศบค.ยธ. โดยท่านปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานการประชุมวันนี้ ได้กำชับ การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเป็นระบบเมื่อมีการตรวจพบเชื้อในผู้ต้องขัง ทั้งระหว่างกักโรคและในแดน โดยเน้นย้ำเป็นพิเศษ ในการจัดหาพื้นที่เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนามภายนอกเรือนจำ การจัดเตรียมแผนเผชิญเหตุ การส่งต่อผู้ต้องขังและประสานงานระหว่างเรือนจำและทัณฑสถานภายในเขตเดียวกัน รวมทั้ง การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้จัดรูปแบบการปฏิบัติงานที่สามารถหมุนเวียนสลับกันตามจำนวนของบุคลากรในเรือนจำแต่ละแห่ง โดยก่อนเข้าปฏิบัติงานจะต้องมีการตรวจหาเชื้อ และหากเป็นเรือนจำสีแดงที่พบการแพรระบาดแล้ว ให้ตรวจหาเชื้อซ้ำก่อนออกจากเรือนจำอีกครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการนำเชื้อเข้าและออกได้ 

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมได้พิจารณาแผนการสิ้นสุดการระบาดของโรค (EXIT) ในเรือนจำและทัณฑสถาน 5 แห่ง คือ เรือนจำจังหวัดสงขลา เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร เรือนจำกลางฉะเชิงเทรา ทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี ที่สามารถควบคุมการระบาดในเรือนจำได้บางส่วนแล้ว โดยจัดทำแนวทางการบริหารจัดการการคัดออก (Screen Out) ทำพื้นที่กักโรคและแยกกักผู้ต้องขังที่ยังไม่ติดเชื้อ ร่วมกับการตรวจหาเชื้อตามระยะเวลาและแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยืนยันการเป็นพื้นที่ปลอดเชื้อและสิ้นสุดการระบาด ซึ่งคาดว่าจะสามารถ EXIT ได้ประมาณต้นเดือนสิงหาคมนี้

ด้านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ประจำวันพุธที่ 21 กรกฎาคม 2564 พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 1 ราย เป็นเยาวชน จากเดิมมีจำนวน 20 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ติดเชื้อคงที่ที่ 13 ราย รวมผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด 34 ราย ด้านผลการดำเนินงานสถานพินิจฯ/ศูนย์ฝึกและอบรมฯ สีขาว จำนวน 45 แห่ง จากทั้งหมด 56 แห่ง หรือคิดเป็น 80% อีก 11 แห่ง อยู่ระหว่างการรอตรวจและรอผล 7 แห่ง และติดเชื้อ 4 แห่ง ขณะที่สถิติการฉีดวัคซีนของเด็กและเยาวชน คงที่ที่ 111 ราย หรือคิดเป็น 2.56% จากทั้งหมด 4,323 ราย และเจ้าหน้าที่ได้รับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็น 3,760 ราย หรือคิดเป็น 85% ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 4,410 ราย ทั้งนี้ กรมฯ ได้มีคำสั่งให้หน่วยงานในสังกัดที่อยู่ในเขตพื้นที่สีแดงเข้มหรือควบคุมสูงสุด 13 จังหวัด ทำการปิดล็อกหรือซีลหน่วยงาน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภายในสถานที่ควบคุมอย่างเข้มงวดสูงสุดต่อไป

ข้อมูล https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/43984



คะแนนโหวต :